CLINICAL STUDY

Autism spectrum disorder (ASD)

ออทิสซึม เป็นโรคชนิดหนึ่งที่น่ากลัว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์และแพทย์เองก็ยังไม่สามารถหาสาเหตุของการเกิดโรคนี้ได้ ซึ่งในประเทศสหัฐอเมริกา มีจำนวนออทิสซึมมากถึง 2% และก็ได้เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี และทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกามีการทำการศึกษาวิจัยขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของนิวโรฟีดแบคนี้ เพื่อให้เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของการใช้ยาจิตเวชในการจัดการปัญหาทางระบบประสาทและพฤติกรรมของออทิสซึม
 
การศึกษาเรื่อง: นิวโรฟีดแบคได้พัฒนาการทำงานหลักที่สำคัญในเด็กที่อาการออทิสซึม โดย Mirjam E.J.Kouijzer และคณะ ได้ทำการศึกษาขึ้นในปี พ.ศ. 2551 โดยได้ทำศึกษากับเด็กออทิสติกจำนวน 7 คน ที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคออทิสซึม โดยการศึกษานี้ได้ใช้เครื่องนิวโรฟีดแบคกับเด็กทั้ง 7 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงระดับการควบคุมหลัก
 
นิวโรฟีดแบคได้ประสบความสำเร็จในการลดอัตราส่วนของทีต้า โดยไปยับยั้งการกระตุ้นใช้งานทีต้าลง และได้เพิ่มการทำงานของเบต้าขึ้น จากการติดตามหลังการรับนิวโรฟีดแบคของเด็กนั้น พบว่าความสามารถที่สำคัญของเด็กนั้นได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างมากเทียบจากการประเมินก่อนการรับนิวโรฟีดแบค  และยังได้พบว่าเด็กมีการพัฒนาในด้านพฤติกรรมทางสังคม การสื่อสารและพฤติกรรมทั่วไปของเด็กดีขึ้น เทียบเมื่อกับกลุ่มควบคุม การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าการทำงานหลักที่สำคัญขั้นพื้นฐานในออทิสซึม นั้นสามารถบรรเทาได้ด้วยการใช้นิวโรฟีดแบค

Attention-deficit hyperactivity disorder (ADHD)

ความแพร่หลายของโรคสมาธิสั้นได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 6% เป็น 10% ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาเวชภัณฑ์ยายังคงเป็นตัวเลือกแรกของการรักษา อย่างไรก็ตาม การใช้งานสารกระตุ้นเป็นเวลาระยะยาวนั้นจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรง ดังนั้นนิวโรฟีดแบคจึงถูกนำมาใช้เป็นตัวเลือกแรก สำหรับวิธีการทางเลือกของการรักษาโรคสมาธิสั้น
 
การศึกษาเรื่อง: ผลกระทบอย่างยั่งยืนของการใช้นิวโรฟีดแบคในเด็กสมาธิสั้น: การทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน จิตเวชเด็กและวัยรุ่นชาวยุโรปนี้ ซึ่ง Van Doren และคณะ ได้ทำการทบทวนในปีพ.ศ. 2561 เป็นการทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน ซึ่งได้ใช้ข้อมูลของเด็กมากกว่า 500 คนที่มีภาวะสมาธิสั้นจากการทดลองแบบสุ่มแบบควบคุม 10 ครั้ง ได้เปรียบเทียบผลของนิวโรฟีดแบคกับเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น 'การรักษาแบบต่าง ๆ - รวมถึงการใช้ยา - และ -' การไม่รับรักษา'

นักวิจัยหลายคนที่มีส่วนสำคัญต่อการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ มีมุมมองที่แตกต่างกัน เกี่ยวกับนิวโรฟีดแบค และพวกเขาได้สรุปว่า นิวโรฟีดแบค ยังคงมีผลต่อเนื่องอีกประมาณ 6 เดือน หลังจากครบตามโปรแกรม

ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้รับนิวโรฟีดแบคยังคงต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องอีก และเมื่อติดตามผลของนิวโรฟีดแบคนั้นก็สามารถเปรียบเทียบได้กับผลของยา

Learning disabilities (LD)

ในประเทศไทย ได้กำหนด คำจำกัดความและเกณฑ์ของคำว่า ความบกพร่องทางการเรียนรู้ไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีรายงานว่าครูที่สอนในห้องเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษา ได้ส่งนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนจำนวนมากหลังจากได้สังเกตนักเรียนเหล่านั้นเป็นระยะเวลา 3 เดือน ให้ไปเรียนที่ห้องเรียนการศึกษาพิเศษ 

ปัจจุบันนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังพัฒนามาตรฐานสำหรับ ความผิดปกติในการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนหรือสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งเด็กเหล่านี้จะประสบปัญหาในการอ่าน การเรียน ทำให้เรียนซ้ำชั้นหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถอ่านหนังสือได้ ซึ่งอาจเป็นผลพวงมาจากสิ่งที่พวกเขาได้เผชิญมา จากความทนทุกข์ทรมานจากการตีตราทางสังคม ทำให้รู้สึกถึงความไม่นับถือตัวเอง และมักจะสูญเสียแรงจูงใจในการเรียนรู้ได้ง่าย

การศึกษาเรื่อง: การศึกษาผลกระทบของการเชื่อมต่อกันของเซลล์ประสาทที่มีต่อความล่าช้าในการอ่าน ในการเรียนรู้ของเด็กพิเศษ: การศึกษาแบบควบคุมแบบสุ่ม โดย Robert Cohen ได้ทำการศึกษาในปี พ.ศ. 2558 โดยซึ่งได้ทำการสุ่มผู้เข้าร่วมศึกษาที่เป็นนักเรียนจำนวน 42 คน ได้ทำการแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 

โดยกลุ่มทดลองได้รับ qEEG ซึ่งปรับให้เป็นเอกเทศแยกกันเป็นสองส่วนในซีกซ้าย เป็นจำนวนสองครั้งต่อสัปดาห์รวมทั้งหมด 20 ครั้ง ต่อคน ส่วนกลุ่มควบคุมให้อยู่ในห้องรวมกันเป็นกลุ่ม โดยผู้เข้าร่วมศึกษาทั้งหมดได้ทำแบบทดสอบวัดระดับความสามารถในการอ่านทั้งก่อนและหลังการศึกษา

ผลลัพธ์: กลุ่มทดลองได้คะแนนการอ่านที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต่างจากกลุ่มควบคุมที่ไม่มีคะแนนที่เพิ่มขึ้น และกลุ่มที่ได้รับนิวโรฟีดแบคนั้นมีคะแนนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับคะแนน 1.2 ของระดับการอ่าน แต่กลุ่มที่ได้รับกิจกรรมปกตินั้นไม่มีการเพิ่มขึ้นเลย