NEUROFEEDBACK

นิวโรฟีดแบคคืออะไร?

ในประเทศตะวันตกนั้น นิวโรฟีดแบคได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและความเครียด ซึ่งได้แก่ ปวดหัวไมเกรน, โรคซึมเศร้า, ความวิตกกังวล, การติดสิ่งเสพติด, นอนไม่หลับ
 
ออทิสซึม นั้นมีลักษณะคล้ายกับความผิดปกติทางระบบประสาทในวัยเด็กอื่น ๆ เช่น สมาธิสั้น ภาวะดิสเล็กเซีย และความผิดปกติของการเรียนรู้ โดยจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเซลล์สมองไม่สามารถเชื่อมต่อซึ่งกันและกันอย่างถูกต้อง เมื่อนิวโรฟีดแบคทำงานกับโดยตรงกับสมอง โดยเซลล์สมองจะค้นหาวิธีการเชื่อมต่อโดยธรรมชาติ จนทำให้อาการต่าง ๆเหล่านี้ก็จะค่อย ๆหายไป
 
ด้วยวิวัฒนาการปัจจุบันนี้ มีความก้าวหน้าทำให้เราสามารถเห็นภาพถ่ายของสมอง และได้ทราบถึงทำงานในสมองของเราเองได้ด้วย โดยวิทยาการคอมพิวเตอร์ทำให้สามารถวิเคราะห์กิจกรรมของคลื่นสมองและให้ผลสะท้อนกลบโดยตรงกับสมองตามเวลาที่เกิดขึ้นจริง
 
การนำเครื่องนิวโรฟีดแบคมาใช้ในทางคลินิก ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2493 เพื่อใช้ในการรักษาโรคลมชัก และไม่นานหลังจากนั้น เครื่องนิวโรฟีดแบคก็ได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในการรักษาโรคสมาธิสั้น โดยในปี พ.ศ. 2555 สมาคมกุมารเวชแห่งอเมริกาได้รับรอง เครื่องนิวโรฟีดแบคว่า “เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับการใช้บำบัดเด็กสมาธิสั้น”
 
ในประเทศไทย มูลนิธิ อี.เอ.ซี.เอ็ม. ได้ใช้เครื่องนิวโรฟีดแบค สำหรับความผิดปกติในวัยเด็กต่าง ๆ ได้แก่ ออทิสซึม, สมาธิสั้น, โรคบกพร่องทางการเรียนรู้, ความผิดปกติของระบบประสาทสัมผัส, สมาธิ, ทักษะทางสังคม, ปัญหาความสัมพันธ์กับวัยรุ่น, ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวล

ทำงานอย่างไร?

1) ติดขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กจำนวน 2 ขั้วไว้ที่ศีรษะเพื่อเป็นการติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสมอง โดยเด็กจะนั่งฟังเพลงจากหูฟังเป็นระยะเวลา 34 นาที ซึ่งขณะที่ฟังเพลงนั้นเด็กสามารถนอนหลับ หรือเล่นของเล่นได้
2) ข้อมูลของสมองจะถูกส่งไปที่ซอฟแวร์ เพื่อทำการวิเคราะห์ ซึ่งถ้าหากซอฟแวร์ตรวจพบความผิดปกติของสมองแล้ว ซอฟแวร์จะส่งสัญญาณเตือนสมองโดยการหยุดเพลงเป็นเวลาชั่วครู่ 
3) เมื่อสมองรับรู้ถึงการหยุดของเพลง แล้วสมองจะทำการปรับเปลี่ยนการเชื่อมต่อกับเซลสมองอื่น ๆ 
4) หลังจากที่สมองเรียนรู้การเชื่อมต่อเซลแบบธรรมชาติแล้ว สมองก็จะไม่กลับไปเชื่อมต่อแบบเดิมอีก 

 

การบอกกล่าวของผู้ปกครอง

คุณครูประจำชั้นของลูกสาวของฉันโทรหาฉัน เพื่อแนะนำให้พาเธอไปทำการตรวจสอบ เนื่องจากคุณครูประจำชั้นต้องวิ่งไล่จับเธอทุกวัน ซึ่งเธอก็จะต่อสู้และวิ่งหนี ที่สำคัญเธอไม่เชื่อฟังคำบอกเล่าเลย หลังจากทำนิวโรฟีดแบคเป็นจำนวน 10 ครั้ง แล้ว สามีของฉันได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับลูกสาวของเรา โดยเธอทำการบ้านและจัดห้องเอง ฉันหวังว่าเธอจะดีขึ้นเรื่อย ๆ และเธอจะได้ไม่ต้องทานยาอีกต่อไป

- คุณแม่ของลูกสาววัย 9 ขวบ

ลูกชายของผมอายุหกขวบได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก เขาพูดไม่ได้ และเขาก็ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของเขาได้ ทำให้ครอบครัวเราไม่สามารถออกไปรับประทานอาหารในร้านอาหารต่าง ๆ เหมือนกับครอบครัวอื่นได้ และอีกปัญหาใหญ่ของครอบครัวเราก็คือการนอนหลับของเขา โดยเขาตื่นขึ้นมากลางดึกและก็ทำให้ทุกคนตื่นด้วย เราไม่รู้จะทำอย่างไร และจะช่วยเขาได้อย่างไรแล้ว แต่คุณครูของเขาแนะนำให้รู้จักกับนิวโรฟีดแบค แล้วเราลองให้เขารับนิวโรฟีดแบค ซึ่งหลังจากผ่านไป 5 ครั้งแล้ว เขาก็สามารถออกเสียงร้องและแสดงความต้องการในการสื่อสาร ที่สำคัญที่สุดเขานอนหลับได้ดีขึ้นส่งผลให้ครอบครัวของเรานอนหลับได้ดีขึ้น

- คุณพ่อของลูกชายวัย 6 ขวบ